สารจากผู้อำนวยการ
ภาพข่าวอุบัติเหตุสะเทือนขวัญที่เกิดจากหลายเหตุปัจจัยมารวมกันเป็น…ภาพของรถไฟที่พุ่งชนรถเมล์และรถยนต์คันอื่น ๆ อย่างรุนแรงจนเกิดความสูญเสียมากมาย ปัจจัยหนึ่งในนั้นคือการที่รถเหล่านั้นพร้อมใจกันไปติดอยู่บนรางรถไฟ
แต่สิ่งที่ทำให้เราต้องอึ้งด้วยความตกใจปนความสลดใจยิ่งกว่านั้นคือ ภาพในวันรุ่งขึ้นที่ยังมีรถยนต์สมัครใจขับเข้าไปจอดคร่อมทางรถไฟอยู่ตรงจุดเดิม ราวกับว่าเหตุการณ์เมื่อวันวานไม่ได้สร้างบทเรียนใดๆ
ภาพนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความประมาทบนท้องถนน… แต่เป็นภาพสะท้อนจิตวิญญาณของเราได้ไม่แตกต่างกัน มันคือภาพจำลองของการทำบาปซ้ำซากในชีวิตคริสเตียน…เรารู้ว่าอันตราย…แต่เราก็ยังเอาชีวิตไปเสี่ยง อาจเพราะความเคยชินกับบาป
คนขับรถทุกคนรู้ดีว่ารางรถไฟคือเขตอันตราย รถไฟไม่ได้เบรกได้ง่าย ๆ เหมือนรถยนต์ แต่ทำไมพวกเขายังขับไปจอดแช่ตรงนั้น? คำตอบคือ “ความชะล่าใจ” คิดว่า “คงไม่เป็นไรหรอก แป๊บเดียวเอง คันอื่นเขาก็ทำกัน
ชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราก็เช่นกันครับ หลายครั้งเราวางชีวิตของเราไว้ในหลุมพรางของความบาป นินทาโกหกนิดหน่อยคงไม่เป็นไร ดูสิ่งไม่ดีแป๊บเดียวคงไม่มาระคายเคืองวิญญาณ โกรธแค้นเคืองใจขอระบายหน่อยเถอะ ก็ใครจะทนได้ คงไม่เป็นไรหรอก… เรากำลังจอดรถคร่อมรางรถไฟแห่งความบาปโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเราทำบาปแล้วไม่กลับใจอย่างแท้จริง แต่กลับไปทำมันซ้ำอีกในวันรุ่งขึ้น เราก็ไม่ต่างจากคนขับรถที่เห็นซากความเสียหายของเมื่อวาน แต่ยังเลี้ยวรถเข้าไปจอดขวางอยู่ที่เดิม
อาจารย์เปาโลเองก็ได้ยอมรับความอ่อนแอนี้ใน โรม 7:19 ว่า
“ด้วยว่าการดีซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาทำ ข้าพเจ้าไม่ได้ทำ แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้าไม่ปรารถนาทำ ข้าพเจ้ายังทำอยู่”
เพราะทางรถไฟมีไว้ให้รถไฟวิ่ง ไม่ใช่มีไว้ให้ “เราจอด” เราไม่อยากจอดรถบนราง แต่ทำไมเรายังไปขวางรางรถไฟ? เพราะเราพึ่งพากำลังของตัวเองในการควบคุมชีวิต คิดว่าเอาอยู่ แทนที่จะยอมจำนนต่อกฎเกณฑ์และพระบัญญัติที่ปลอดภัยของพระเจ้า
ขอพระเจ้าช่วยเราให้ระมัดระวังชีวิตของเราที่จะไม่วนกลับไปจอดคร่อมรางรถไฟแห่งความบาปด้วยความชาชิน ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อเราจะไม่ต้องพบกับผลลัพธ์ของความบาปอันน่ากลัวที่จะวิ่งมาชนเราในวันหนึ่ง?
พระวจนะของพระเจ้าใน 1 ยอห์น 1:9 ยังยืนยันพระสัญญาแห่งความหวังให้กับเราเสมอว่า
“ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น”
หลังจากค่ายนักประกาศตัวจ้อย ที่เชียงใหม่ และสภาคริสตจักรในเดือนมีนาคม และ เมษายนที่ผ่านมา การติดตามผล ผู้เชื่อสองร้อยกว่าคน และการเติบโตในชีวิตคริสเตียนของลูกค่ายทั้งหมดร้อยกว่าคนที่ออกประกาศพระกิตติคุณ ยังเป็นบทบาทของคริสตจักรท้องถิ่น และ YFC ที่ต้องการคำอธิษฐาน และการสนับสนุนจากท่านอยู่เสมอ
ขอพระเจ้าอวยพระพรและประทานกำลังแก่เราทุกคนที่จะมีชัยชนะเหนือความบาปซ้ำซากครับ
ร่วมรับใช้พระคริสต์
พัฒน์วิทย์ องค์เจริญ
(ผู้อำนวยการ Thailand YFC)
การประกาศพระกิตติคุณ เดือนพฤษภาคม
พันธกิจของเราดำเนินได้ด้วยการสนับสนุนจากพี่น้องคริสเตียนไทย